โครงการ “วัดบันดาลใจ” ริเริ่ม 9 วัดนำร่องต้นแบบในการพลิกพื้นที่ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้และแรงบันดาลใจสู่วัดทั่วประเทศ

ที่มา : http://www.bia.or.th/html_th/…

ผู้เขียน : หอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ

วันเข้าถึงข้อมูล : วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตัวแทนจาก 9 วัดบันดาลใจนำร่องถ่ายรูปร่วมกับตัวแทนจากหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ

สถาบันอาศรมศิลป์ ร่วมกับ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และเหล่าภาคีเครือข่าย ริเริ่มโครงการ “วัดบันดาลใจ” ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย, สมาคมสถาปนิกสยาม ฯ, สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ฯ นำร่อง 9 วัดต้นแบบ หวังส่งต่อองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายการทำงานเชื่อมต่อระหว่างภาคประชาชนรุ่นใหม่กับพระสงฆ์อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้วัดและชุมชนลุกขึ้นมาร่วมกันพลิกฟื้นวัดทั้งด้านกายภาพและกิจกรรม ให้เป็นพื้นที่แห่งชีวิตและจิตวิญญาณของคนไทยอย่างสมสมัยทั่วทั้งประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลใน 3 โอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 90 พรรษา และทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบรอบ 84 พรรษา

นายประยงค์ โพธิ์ศรีประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการวัดบันดาลใจ และ ประธานสาขาวิชาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์ เผยว่า ในอดีตวัดเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจและศูนย์กลางกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคม สำหรับชุมชนหลายระดับ พื้นที่วัดถูกใช้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคม ทั้งทางด้านจิตวิญญาณ การส่งเสริมคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม รวมถึงวิชาการความรู้ให้แก่สาธุชน โดยพระมีบทบาทสำคัญในการชี้นำทางสติปัญญา และเป็นที่พึ่งให้กับชุมชน แต่ด้วยบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ได้ทำให้บทบาทความเป็นศูนย์กลางของวัดลดความสำคัญลง ถูกจำกัดอยู่เพียงมิติทางศาสนาและการทำบุญ ส่งผลให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชนลดน้อยลง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการริเริ่มโครงการ “วัดบันดาลใจ” จากความร่วมแรงร่วมใจของพระสงฆ์ ชุมชน และเหล่าภาคีเครือข่าย เพื่อพลิกฟื้นในมิติทั้งด้านกายภาพในพื้นที่วัดและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยด้านกายภาพ ได้รับความร่วมมือจากนักออกแบบมืออาชีพ เหล่าสถาปนิกและภูมิสถาปนิกที่อาสามาช่วยงานนี้ เบื้องต้นได้นำร่องคัดเลือก 9 วัดจากทั่วประเทศ ได้แก่

  • วัดสุทธิวราราม กรุงเทพ ฯ
  • วัดนางชีโชติการาม กรุงเทพ ฯ
  • วัดชลประทานรังสฤษดิ์ นนทบุรี
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยุธยา
  • วัดภูเขาทอง อยุธยา
  • วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
  • วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร นครพนม
  • วัดป่าโนนกุดหล่ม ศรีสะเกษ
  • วัดศรีทวี นครศรีธรรมราช

มาเป็นวัดต้นแบบ เพื่อเป็นกรณีศึกษาในการส่งต่อองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายการทำงานเชื่อมต่อระหว่างภาคประชาชนคนรุ่นใหม่และพระสงฆ์อย่างยั่งยืน ที่สำคัญเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับวัดและชุมชนอื่น ๆ มาร่วมมือกันพลิกฟื้นวัดทั่วประเทศให้เป็นวัดบันดาลใจของทุกคน

“ที่ผ่านมาเหล่าสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และนักออกแบบใช้ทักษะด้านการออกแบบมาเปลี่ยนแปลงสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้นหากเหล่านักออกแบบมาร่วมกันออกแบบพื้นที่วัด ก็น่าจะเป็นสถาปัตยกรรมสูงสุดของวิชาชีพที่จะส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจและเกิดคุณค่าขึ้นแก่สังคมและชีวิต” ผอ.โครงการ ฯ เสริม

แบบจำลองวัดบันดาลที่อยู่ในโครงการ 1

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า เนื่องจากโครงการวัดบันดาลใจ มีความสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาให้วัดเป็นพื้นที่สุขภาวะ เป็นสถานที่มาแล้วเกิดความรื่นรมย์ทางปัญญา อันนำมาซึ่งความสุขของคนไทยโดยรวม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการดำเนินงานทั้งการสนับสนุนองค์ความรู้เชิงประเด็นสุขภาพพระ พัฒนาสภาพแวดล้อมของวัด สร้างหลักสูตรสุขภาวะในกลุ่มแกนนำพระสงฆ์ทั้งที่อยู่มหาวิทยาลัยสงฆ์และที่เป็นกลุ่มพระสังฆพัฒนานั้นล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อนำไปสู่การสร้างวัดให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ โดยโครงการวัดบันดาลใจได้มีการดำเนินการร่วมกับโครงการวัดสร้างสุข ซึ่งเป็นโครงการที่ขยายแนวคิดหลัก 5 ส. ประกอบไปด้วย สะสาง, สะดวก, สะอาด, สุขลักษณะ และสร้างนิสัย เพื่อพัฒนาสังคมไทยสู่ความยั่งยืน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นผู้นำชุมชน เป็นแหล่งที่พึ่งทางใจแก่ประชาชนทั่วไป ด้วยแนวทางที่จะให้พระสงฆ์เป็นนักสร้างเสริมสุขภาวะแก่ประชนชนทั่วไป

“การร่วมมือกันในโครงการวัดบันดาลใจ ถือเป็นจุดหมุนสำคัญในการสร้างกระบวนทัศน์การพัฒนาสุขภาวะเมือง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ไม่เพียงแต่นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะของเมือง ผ่านการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในวัดทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระสงฆ์ ชุมชน องค์กรท้องถิ่น สถาปนิก นักผังเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สาธารณะ เพราะการที่วัดกลับมาอยู่ร่วมกับสังคมอย่างสมสมัย จะถือเป็นศูนย์สุขภาวะทั่วประเทศที่มีมากถึง 40,000 แห่ง กระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศไทย”

แบบจำลองวัดบันดาลที่อยู่ในโครงการ 2

นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือ สวนโมกข์กรุงเทพ กล่าวว่า ในฐานะที่ทุกวัดทั่วประเทศประมาณ 40,000 วัด ล้วนสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่สำคัญของชีวิตจิตใจและชุมชน แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ได้ถูกละเลยจนบทบาทสถานะของวัดเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างน่าเสียดาย และพวกเราชาวพุทธที่ไม่ได้บวชเรียนหรือปฏิบัติเท่ากับพระก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับใช้ถวายงานพระอย่างที่ควรจะเป็น ประกอบกับประสบการณ์ของสวนโมกข์กรุงเทพตลอดจนมีธรรมภาคีเครือข่ายความร่วมมืออยู่แล้ว จึงได้เข้าร่วมโครงการโดยจะมุ่งเชิญชวนธรรมภาคีเครือข่ายงานธรรมของสวนโมกข์กรุงเทพอาสารับใช้ถวายงานพระและวัดในด้านของกิจกรรมของวัดให้เหมาะสมกับแต่ละวัดซึ่งมีพื้นที่ธรรมชาติและเป้าหมายที่ต่างกัน โดยหวังว่าจะเป็นวัดนำร่องและเป็นกรณีศึกษาเพื่อขยายสู่วัดอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ “วัดบันดาลใจ” มีแผนเดินหน้าส่งต่อองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายการทำงานระหว่างภาคประชาชนรุ่นใหม่กับพระสงฆ์อย่างยั่งยืนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจัดเวิร์คช็อปไปยังวัดและชุมชนอื่น ๆ, การจัดนิทรรศการสรุปภาพรวมของ 9 วัดบันดาลใจ เพื่อขอความร่วมมือจากภาคประชาชน ให้มาร่วมแรงร่วมใจ ทำให้แต่ละโครงการเป็นจริง, การจัดทำสารคดีวัดบันดาลใจ เพื่อเผยแพร่แนวคิดออกไปในวงกว้าง ตลอดจนสานต่อโครงการนี้ไปยังวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อพลิกฟื้นให้ทุกวัดเป็นวัดบันดาลใจ

ขอเชิญชมนิทรรศการ วัดบันดาลใจ ได้ที่ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันออกพรรษา